ปักกิ่ง, 6 กุมภาพันธ์ 2569 /PRNewswire/ -- ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้หารือแยกเป็นรายฝ่ายกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ นับเป็นการเคลื่อนไหวทางการทูตที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก โดย CGTN ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่เจาะลึกถึงลำดับความสำคัญของการหารือระดับสูงทั้งสองครั้ง พร้อมทั้งประเมินบทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีนในฐานะพลังสร้างเสถียรภาพ ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่ผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้หารืออย่างต่อเนื่องกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันพุธ นับเป็นการดำเนินการทางการทูตในวันเดียวกันที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
บทวิเคราะห์ระบุว่า การติดต่อระหว่างผู้นำในวันเดียวกันดังกล่าว สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการส่งเสริมการประสานงานระหว่างประเทศมหาอำนาจ ป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดของสถานการณ์โลกยกระดับ และพิทักษ์รักษาเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ของโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ
การหารือระหว่างจีนและรัสเซีย ตอกย้ำความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์
ระหว่างการประชุมทางไกลกับประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีสีได้ทบทวนพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของความสัมพันธ์จีนและรัสเซียตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่สำคัญด้านการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมในกรอบความร่วมมือพหุภาคี
ประธานาธิบดีสีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันรำลึกวาระครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการปกป้องระเบียบโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมและความยุติธรรมในเวทีระหว่างประเทศ
ในด้านเศรษฐกิจและการค้า ประธานาธิบดีสีระบุว่า การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและรัสเซียยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยข้อมูลทางการระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศในปี 2568 แตะที่ระดับ 228,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าเกิน 200,000 ล้านดอลลาร์ต่อเนื่องเป็นปีที่สามติดต่อกัน
สำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ประธานาธิบดีสีกล่าวว่า ปีแห่งวัฒนธรรมจีน–รัสเซียได้ปิดฉากลงอย่างประสบความสำเร็จ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม และการติดต่อระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ในด้านความร่วมมือพหุภาคี ประธานาธิบดีสีเน้นย้ำถึงการประสานงานของทั้งสองประเทศภายในกรอบองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) โดยเขากล่าวว่ามีส่วนช่วยในการสร้างระบบธรรมาภิบาลโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น
เมื่อมองไปถึงอนาคต ประธานาธิบดีสีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายควรรักษาการติดต่อแลกเปลี่ยนระดับสูงอย่างใกล้ชิด และกระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีดำเนินไปบนแนวทางที่ถูกต้องและมั่นคง
ด้านประธานาธิบดีปูตินได้แสดงการตอบรับในเชิงบวก โดยกล่าวว่ารัสเซียมีความพร้อมที่จะสนับสนุนจีนอย่างแน่วแน่ในการพิทักษ์อธิปไตยและความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ขยายความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม และส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประธานาธิบดีสีย้ำว่า จีนและรัสเซียในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ มีพันธกิจร่วมกันในการธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมและความยุติธรรมของโลก ปกป้องระบบระหว่างประเทศที่มีองค์การสหประชาชาติเป็นศูนย์กลาง และยึดมั่นในบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศโดยพื้นฐาน พร้อมทั้งร่วมกันรักษาเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ของโลก
ประธานาธิบดีปูตินกล่าวเพิ่มเติมว่า รัสเซียพร้อมที่จะเสริมสร้างการประสานงานกับจีนผ่านเวทีความร่วมมือพหุภาคีต่าง ๆ รวมถึงสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) และกลุ่ม BRICS พร้อมทั้งแสดงการสนับสนุนจีนในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก (APEC Economic Leaders) ที่เมืองเซินเจิ้น
การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างสีและทรัมป์ เน้นความเคารพซึ่งกันและกันและการจัดการความแตกต่าง
การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีสีกับประธานาธิบดีทรัมป์ มุ่งเน้นความสำคัญที่การกำหนดทิศทางความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ท่ามกลางความแตกต่างที่มีอยู่ พร้อมทั้งการขยายความร่วมมือในด้านต่าง ๆ
ประธานาธิบดีสีอ้างถึงการพบปะกันที่เมืองปูซาน และกล่าวว่า การพบกันดังกล่าวได้ช่วย "วางทิศทางและเส้นทางให้แก่ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ" เขาระบุว่า ทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อกังวลของตนเอง และย้ำว่าจีนยึดมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ให้ไว้ พร้อมเน้นว่า ตราบใดที่ทั้งสองประเทศมีการติดต่อปฏิสัมพันธ์กันบนพื้นฐานของความเสมอภาค ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน ก็ย่อมสามารถแสวงหาแนวทางจัดการแก้ไขข้อกังวลร่วมกันได้
ประธานาธิบดีสียังได้ชี้แจงลำดับความสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคีในปี 2569 โดยระบุว่าปีดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะห้าปีฉบับที่ 15 ของจีน (ปี 2569–2573) และยังตรงกับวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกาด้วย
ประธานาธิบดีสีเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเสริมสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จัดการความเห็นต่างอย่างเหมาะสม ขยายความร่วมมือในทางปฏิบัติ และกระชับความไว้วางใจระหว่างกัน พร้อมสนับสนุนให้ร่วมกันแสวงหาแนวทางเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ตอบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดของโลก พร้อมระบุว่าเขายินดีต่อความสำเร็จของจีน และสหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะกระชับความร่วมมือให้แข็งแกร่งขึ้นและส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างมีเสถียรภาพ
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสียังได้เน้นย้ำประเด็นไต้หวัน โดยระบุว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญสูงสุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าจีนจะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างเข้มแข็ง และเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ ดำเนินการเกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยความระมัดระวัง
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เขาเข้าใจถึงความกังวลของจีนในประเด็นไต้หวัน และแสดงความพร้อมที่จะธำรงความสัมพันธ์ทวิภาคีให้มีเสถียรภาพตลอดวาระการดำรงตำแหน่งของเขา
จีนเสริมความแน่นอน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดยิ่งขึ้น
การดำเนินการทางการทูตในวันเดียวกันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดของโลกยังคงอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอยู่ในภาวะใกล้ปะทุ และสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายที่ยังมีผลบังคับใช้ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียก็มีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนยังคงแผ่ปกคลุมพื้นที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย–ยูเครน และความปั่นป่วนทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยังดำเนินต่อไปในเวเนซุเอลา
Wang Yiwei ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเหรินหมิน (Renmin University) ประเทศจีน ให้สัมภาษณ์กับ CGTN ว่า การดำเนินการทางการทูตอย่างต่อเนื่องของจีน สะท้อนถึงความพยายามส่งเสริมการประสานงานระหว่างประเทศมหาอำนาจ ป้องกันการคาดการณ์หรือตัดสินใจที่ผิดพลาด และสนับสนุนให้สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น
เขากล่าวว่า ในขณะที่ระเบียบโลกแบบเดิมกำลังเผชิญแรงสั่นคลอนที่ทวีความรุนแรงขึ้น จีนมุ่งทำงานร่วมกับมหาอำนาจเพื่อร่วมกันสร้างระเบียบโลกแบบพหุขั้วที่เสมอภาคและเป็นระบบยิ่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบที่เปิดกว้างและครอบคลุมยิ่งกว่า โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน
ในช่วงเดือนแรกของปี ผู้นำจากสาธารณรัฐเกาหลี ไอร์แลนด์ แคนาดา ฟินแลนด์ สหราชอาณาจักร และอุรุกวัย ได้เดินทางเยือนประเทศจีน โดย Wang กล่าวว่า มีประเทศตะวันตกจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังแสวงหาเสถียรภาพและความร่วมมือด้านการพัฒนากับจีน แม้จะยังคงมีความแตกต่างทางการเมืองอยู่ก็ตาม
เขายังเสริมว่า จีนยึดมั่นในหลักพหุภาคีนิยมมาโดยตลอด และคัดค้านแนวคิด "กฎของป่า" พร้อมทั้งได้เสนอวิสัยทัศน์ของประชาคมของมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน รวมถึงข้อริเริ่มระดับโลกที่สำคัญสี่ประการ ซึ่งได้สร้าง "ความแน่นอนที่พบได้ยาก" ให้แก่ประชาคมระหว่างประเทศ